อุปกรณ์ดิสเพลย์สำหรับออกบูธ

เทคนิคการจัดดิสเพลย์สินค้าให้ลูกค้าหยุดมองและซื้อทันที

Key takeaway :

หัวใจสำคัญของการกระตุ้นยอดขายทั้งหน้าร้านและงานอีเวนต์ เริ่มต้นที่การจัด Display สินค้าอย่างมีกลยุทธ์ ซึ่งเปรียบเสมือนเป็นอีกหนึ่งพนักงานขายที่ช่วยดึงดูดความสนใจลูกค้าได้ทันที การเลือกใช้อุปกรณ์ดิสเพลย์ให้เหมาะสมกับพื้นที่จึงเป็นปัจจัยหลักที่ไม่ควรมองข้าม โดยหน้าร้านควรเน้นการจัดวางสินค้าในระดับสายตาและใช้แสงไฟเพื่อสร้างความโดดเด่นให้แก่สินค้า ในขณะที่งานออกบูธควรเน้นอุปกรณ์ที่ติดตั้งง่ายแต่สร้างอิมแพกต์ได้จากระยะไกล การผสมผสานเทคนิคการจัดวางที่ถูกวิธีเข้ากับอุปกรณ์ที่ได้มาตรฐาน จะช่วยยกระดับภาพลักษณ์แบรนด์ให้ดูเป็นมืออาชีพและเพิ่มโอกาสในการปิดการขายได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ไม่ว่าจะเป็นหน้าร้านหรือการออกบูธ สิ่งแรกที่ทำหน้าที่ทักทายลูกค้าก่อนพนักงานขายก็คือ ภาพลักษณ์ ดังนั้น การจัด Display สินค้าจึงไม่ใช่แค่การนำของมาวางเรียงให้เต็มชั้น แต่คือศาสตร์และศิลป์ของการบริหารพื้นที่การเลือกใช้อุปกรณ์ดิสเพลย์และการถ่ายทอดตัวตนของแบรนด์ เพื่อเปลี่ยนผู้ที่เดินผ่านไปมาให้หยุดมอง สนใจ และกลายเป็นลูกค้าของคุณในที่สุด

การจัด Display สินค้าคืออะไร ? ทำไมสำคัญต่อธุรกิจ

การจัด Display สินค้า หรือ Visual Merchandising คือขั้นตอนการวางแผน ออกแบบ และนำเสนอสินค้าผ่านการจัดวางบนชั้น โต๊ะ หรือโครงสร้างต่าง ๆ โดยมีเป้าหมายคือการทำให้สินค้าดูโดดเด่น น่าหยิบจับ และสื่อสารเอกลักษณ์ของแบรนด์ออกมาได้อย่างชัดเจนที่สุด นั้นคือการสร้างประสบการณ์ให้แก่ลูกค้าตั้งแต่วินาทีแรกที่มองเห็น แล้วทำไมเจ้าของธุรกิจถึงต้องให้ความสำคัญกับการจัดดิสเพลย์สินค้า?

1. ดึงดูดและกระตุ้นการตัดสินใจซื้อ (Attract & Trigger) 

มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่มักถูกดึงดูดด้วยภาพ ดังนั้นการจัดวางสินค้าที่ดีจึงทำหน้าที่เสมือนพนักงานขายที่ช่วยสื่อสารและโน้มน้าวการตัดสินใจของลูกค้าได้ ความใส่ใจในรายละเอียด ไม่ว่าจะเป็นการวางไว้ในระดับสายตา การใช้คู่สีที่ตัดกัน หรือการจัดแสงไฟที่เหมาะสม จะช่วยหยุดลูกค้าให้พิจารณาสินค้า เพิ่มโอกาสในการตัดสินใจซื้อได้มากกว่าการจัด Display สินค้าแบบไร้ทิศทาง นอกจากนี้ อุปกรณ์ดิสเพลย์ที่สวยงามยังช่วยเพิ่มมูลค่าให้แก่ตัวสินค้า ทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าสินค้านั้นคุ้มค่ากับราคาที่จ่ายไป

2. เสริมสร้างภาพลักษณ์แบรนด์ (Brand Image Enhancement) 

ความประทับใจแรก เกิดขึ้นภายในเวลาเพียงไม่กี่วินาที ดิสเพลย์สินค้าที่เป็นระเบียบ สวยงาม และมีธีมที่ชัดเจน จะสร้างความน่าเชื่อถือให้แก่ธุรกิจ ทำให้แบรนด์ดูเป็นมืออาชีพ เช่น หากคุณใช้บริการเช่าแบคดรอปที่มีคุณภาพ สะอาด และทันสมัย ลูกค้าจะมองว่าบริษัทหรือสินค้าของคุณมีความมั่นคงและใส่ใจในรายละเอียด กลับกันหากบูธดูรกหรือใช้อุปกรณ์ที่ชำรุด ภาพลักษณ์ของแบรนด์ก็จะติดลบในทันที

3. เพิ่มการมีส่วนร่วมและยอดขายต่อบิล (Customer Engagement & Cross-selling)

การจัดวางสินค้าแบบเป็นโซน หรือการจัดวางแบบเล่าเรื่อง เช่น การนำเสื้อ กางเกง และรองเท้ามาจัดรวมกันในหุ่นโชว์ตัวเดียว หรือการจัดดิสเพลย์สินค้ารูปทรงพีระมิดจะช่วยให้ลูกค้ามองเห็นความเชื่อมโยงของสินค้า ส่งผลให้เกิดการซื้อสินค้าพ่วงได้ง่ายขึ้น ลูกค้าจะสนุกกับการเลือกชมและมีแนวโน้มที่จะหยิบสินค้ามากกว่า 1 ชิ้น

เจาะลึกอุปกรณ์ดิสเพลย์ที่นิยมใช้สำหรับหน้าร้านและงานออกบูธ

การเลือกอุปกรณ์ออกบูธหรือหน้าร้านที่เหมาะสมกับพื้นที่และวัตถุประสงค์ เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้การจัดวางสินค้าประสบความสำเร็จ โดยสามารถแบ่งประเภทอุปกรณ์ออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ ๆ ดังนี้

1. อุปกรณ์ดิสเพลย์สำหรับหน้าร้าน (Storefront Display)

ร้านค้าที่มีที่ตั้งแบบถาวรต้องการความแข็งแรง ทนทาน และสามารถปรับเปลี่ยนได้ตามเทศกาล

  • ชั้นวางสินค้า (Shelf Display) : หัวใจสำคัญของร้านค้าปลีก การเลือกชั้นวางสินค้าต้องคำนึงถึงความสูงและความลึกที่พอดี เทคนิคสำคัญคือการจัดระดับสูง-ต่ำให้สมดุล สินค้าขายดี (Hero Product) ควรวางในระดับสายตา ส่วนสินค้าที่มีน้ำหนักมากควรอยู่ชั้นล่าง และสินค้าชิ้นเล็กหรือของตกแต่งอยู่ชั้นบนสุด
  • เคาน์เตอร์ชงชิมและป้ายสแตนดี (Demo Counter & Standee) : สำหรับร้านที่ขายอาหาร เครื่องดื่ม หรือสินค้าอุปโภคบริโภค การมีเคาน์เตอร์สำหรับให้ลูกค้าทดลองสินค้าคือไม้ตายในการปิดการขาย ควบคู่กับป้ายสแตนดีที่บอกโปรโมชันชัดเจน จะช่วยให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อเลยทันที
  • กล่องไฟสลิม (Slim Lightbox) : ในยุคที่แสงสว่างมีผลต่ออารมณ์ การใช้กล่องไฟ LED แบบบางเพื่อแสดงภาพโฆษณา หรือเน้นสินค้าพรีเมียม จะช่วยดึงดูดสายตาได้ดีกว่าภาพพิมพ์ธรรมดา โดยเฉพาะในช่วงเวลากลางคืนหรือในห้างสรรพสินค้าที่มีแสงสว่างมาก

2. การจัดอุปกรณ์ดิสเพลย์สำหรับงานออกบูธ (Exhibition & Event Display)

งานออกบูธมีข้อจำกัดเรื่องเวลาในการติดตั้งและรื้อถอน รวมถึงพื้นที่ที่มีอย่างจำกัด ดังนั้นอุปกรณ์ที่ใช้จึงต้องเน้นความคล่องตัว น้ำหนักเบา แต่ยังคงความสวยงาม

  • ป้ายโรลอัพ (Roll-up Banner) และ X-Stand : ป้ายคือจุดโฟกัสสำคัญของงานออกบูธ เนื่องจากมีน้ำหนักเบา ขนย้ายง่าย และติดตั้งได้ภายใน 1 นาที ป้ายโรลอัพเหมาะสำหรับการให้ข้อมูลรายละเอียดสินค้า โปรโมชัน หรือจุดเด่นของบริการ การวางป้ายโรลอัพไว้ด้านหน้าบูธเปรียบเสมือนการมีพนักงานต้อนรับที่คอยให้ข้อมูลเบื้องต้นแก่ผู้เดินผ่านไปมา
  • Backdrop และแบคดรอปผ้า (Fabric Backdrop) : ฉากหลังคือสิ่งที่กำหนดอาณาเขตและธีมของบูธ ปัจจุบันการเช่า Backdrop แบบผ้าได้รับความนิยมมากกว่าแบบไวนิลหรือไม้ เพราะไร้รอยต่อ ไม่สะท้อนแสงแฟลชเวลาถ่ายรูป และยังเหมาะกับการทำ Marketing Online ต่ออีกด้วย แถมยังมีความยืดหยุ่นสูง สามารถนำโครงสร้างกลับมาใช้ซ้ำได้เพียงแค่เปลี่ยนงานพิมพ์
  • ธงปีกนก (Beach Flag) : เหมาะสำหรับบูธที่ต้องการความโดดเด่นจากระยะไกล หรือบูธกลางแจ้ง ความพลิ้วไหวของธงจะช่วยดึงดูดสายตาได้ดีกว่าป้ายนิ่ง ๆ
  • ชั้นวางโบรชัวร์และสแตนดีไดคัท : อุปกรณ์ดิสเพลย์เสริมที่ขาดไม่ได้ เพื่อให้ลูกค้าสามารถหยิบข้อมูลกลับไปพิจารณาที่บ้าน หรือสแตนดีรูปทรงแปลกตาที่ชวนให้คนเข้ามาถ่ายรูปเช็กอิน

การเลือกใช้บริการเช่าอุปกรณ์ออกบูธ แทนการสั่งทำใหม่ทุกครั้ง จึงถือเป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์ที่ช่วยประหยัดงบประมาณและลดภาระในการจัดเก็บอุปกรณ์หลังจบงาน ทำให้คุณสามารถเปลี่ยนธีมงานได้เรื่อย ๆ โดยไม่ต้องลงทุนสูงในทุกครั้ง

การจัด Display สินค้าให้สวยงาม ดึดดูดสายตาผู้คน

เทคนิคการจัด Display สินค้าให้ดูเป็นมืออาชีพ (Step-by-Step)

เมื่อมีอุปกรณ์หน้าร้านและออกบูธที่พร้อมแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการลงมือจัดวางสินค้า รวมถึงเทคนิคที่คุณสามารถนำไปปรับใช้ได้ทันที

1. เทคนิคการจัด Displayหน้าร้าน สร้างบรรยากาศเพื่อการจับจ่าย

  • กฎแห่งระดับสายตา (Eye Level is Buy Level) : พื้นที่บนชั้นวางที่มีค่าที่สุดคือ ช่วงความสูงประมาณ 1.2-1.5 เมตร จากพื้น นี่คือจุดที่สายตาคนมองเห็นได้เป็นธรรมชาติที่สุด แนะนำให้วางสินค้าที่ต้องการดันยอดขาย สินค้ามาใหม่ หรือสินค้าที่มีกำไรสูงไว้ตรงนี้ ส่วนสินค้าที่ลูกค้าตั้งใจมาซื้ออยู่แล้ว สามารถจัดวาง Display สินค้าไว้ชั้นล่างหรือชั้นบนสุดได้
  • การใช้แสงไฟ LED นำสายตา : อย่าปล่อยให้ร้านมืดหรือสว่างเท่ากันหมด ใช้ไฟ Spot Light ส่องเน้นไปยังจุดดิสเพลย์สินค้าหลัก หรือสินค้าตัวท็อป แสงไฟจะช่วยขับสีสินค้าให้สดใสและดูมีราคามากขึ้น นอกจากนี้ป้ายราคาต้องชัดเจน อ่านง่าย เพราะความไม่ชัดเจนเรื่องราคาคืออุปสรรคใหญ่ที่ทำให้ลูกค้าไม่กล้าหยิบสินค้า
  • การจัดกลุ่มแบบพีระมิด (Pyramid Grouping) : อย่าเรียงสินค้าเป็นหน้ากระดานเรียบ ๆ เพราะจะทำให้ดูน่าเบื่อ แนะนำให้จัดวางโดยให้มีจุดสูงสุดอยู่ตรงกลางหรือด้านหลัง และไล่ระดับลงมาด้านข้างเหมือนรูปทรงพีระมิด วิธีนี้จะทำให้สายตาของลูกค้าเคลื่อนไหวไปทั่วทั้งกลุ่มสินค้า และทำให้ดิสเพลย์สินค้าดูมีมิติ
  • เว้นระยะช่องทางเดิน (Space Management) : “Butt-Brush Effect” เป็นทฤษฎีที่ระบุว่าถ้าทางเดินแคบจนลูกค้าเดินเบียดกัน หรือโดนชนจากด้านหลัง ลูกค้าจะรีบเดินหนีออกจากจุดนั้นทันที ดังนั้นต้องเว้นระยะห่างให้ลูกค้าเดินเลือกชมได้สบาย ๆ อย่างน้อย 60-90 ซม.

2. เทคนิคการจัด Displayสำหรับงานออกบูธให้โดดเด่นในวินาทีแรก

  • สร้าง Focal Point ด้วยความสูงและ Artwork : ในงานแฟร์ที่คนพลุกพล่าน การยกระดับสินค้าหลักให้อยู่ในตำแหน่งสูง หรือใช้เช่า Backdrop ที่มีความสูงและกราฟิกที่ชัดเจน จะช่วยให้คนเห็นบูธของคุณตั้งแต่ระยะไกล อย่าใส่ตัวหนังสือเยอะเกินไปใน Backdrop แต่ให้เน้นภาพจำและสโลแกนหลัก
  • ดึงดูดด้วย Movement และ Interactive Zone : บูธที่มีแต่ของวางนิ่ง ๆ จะดูเงียบเหงา ลองแบ่งโซนกิจกรรม เช่น โซนทดลองสินค้า หรือจุดสแกน QR Code เพื่อรับของที่ระลึก การมีกิจกรรมจะช่วยดึงคนให้หยุดที่หน้าบูธ เมื่อมีคนมุงย่อมดึงดูดคนอื่น ๆ ให้เข้ามาดูตาม
  • เลือกใช้อุปกรณ์ที่คล่องตัวแต่ดูพรีเมียม : การใช้ป้ายโรลอัพ วางขนาบข้างบูธเพื่อบอกโปรโมชัน จะช่วยประหยัดพื้นที่ผนัง Backdrop ไว้สำหรับโชว์แบรนด์ การจัดวางอุปกรณ์ดิสเพลย์สินค้าในบูธไม่ควรแน่นจนเกินไป เลือกเฉพาะสินค้าไฮไลต์มาโชว์ และใช้ Catalog หรือ Tablet ในการนำเสนอสินค้าแบบครบวงจรแทน
  • จัดมุมถ่ายรูป (Instagrammable Spot) : ในยุคโซเชียลมีเดีย หากบูธของคุณสวยจนคนอยากถ่ายรูป นั่นเหมือนกับการโฆษณาฟรี ! ลองใช้สแตนดีไดคัทอาร์ต ๆ หรือจัดแสงไฟสวย ๆ มุมใดมุมหนึ่ง เพื่อทำให้ให้ลูกค้าอยากถ่ายรูปสินค้าของคุณลงโซเชียลมีเดียลต่าง ๆ

3 ข้อควรระวังในการจัด Display สินค้าถ้าไม่อยากให้ลูกค้าเมิน

แม้จะมีอุปกรณ์ดิสเพลย์ที่สวยงามและสินค้าคุณภาพดีแค่ไหน แต่หากจัดวางผิดวิธีก็อาจทำให้ลูกค้าเมินหน้าหนีได้ง่าย ๆ การจัดวางที่ดีจึงไม่ได้มีแค่สิ่งที่ต้องทำ แต่ยังมีสิ่งที่ต้องเลี่ยงเพื่อไม่ให้การลงทุนลงแรงสูญเปล่า

  • อย่าจัดของแน่นจนไร้จุดเด่น : การยัดเยียดสินค้าทุกอย่างลงไปจะทำให้ลูกค้าตาลายและไม่รู้จะมองชิ้นไหน ควรเว้นช่องว่างเพื่อพักสายตา และเลือกวางเฉพาะสินค้าไฮไลต์ เพื่อให้ดูพรีเมียมและน่าสนใจกว่า
  • อย่าซ่อนราคาหรือทำป้ายตัวเล็ก : ความไม่ชัดเจนเรื่องราคาคืออุปสรรคใหญ่ที่ทำให้ลูกค้าไม่กล้าหยิบ ควรติดป้ายราคาให้เห็นชัด อ่านง่าย เพราะความโปร่งใสจะช่วยให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อได้ทันทีโดยไม่ต้องลังเล
  • อย่าปล่อยให้สินค้าอยู่ในมุมมืด : ต่อให้จัดวางดิสเพลย์สินค้าสวยแค่ไหน แต่ถ้าแสงไม่พอ สินค้าจะดูหมองและราคาตกทันที การใช้ไฟส่องสว่างที่ถูกต้องจะช่วยขับสีสันสินค้าให้สดใส ดึงดูดสายตา และดูน่าซื้อขึ้นหลายเท่าตัว

หากคุณต้องการยกระดับการจัด Display สินค้าและงานออกบูธให้โดดเด่น สื่อสารแบรนด์ได้ชัดเจน และดึงดูดลูกค้าได้ตั้งแต่แรกเห็น อย่าปล่อยให้เรื่องอุปกรณ์เป็นอุปสรรค เลือกใช้บริการจาก Media AA ผู้เชี่ยวชาญด้านการให้เช่าอุปกรณ์ออกบูธแบบครบวงจร เรามีอุปกรณ์ดิสเพลย์รองรับทุกความต้องการ ไม่ว่าจะเป็นแบคดรอปผ้าดีไซน์ทันสมัย ป้ายโรลอัพคุณภาพสูง และบริการเช่า Backdrop หลายขนาดที่ออกแบบมาให้เหมาะกับงานแสดงสินค้า งานแฟร์ และอีเวนต์ประชาสัมพันธ์องค์กร

Media AA พร้อมให้คำแนะนำด้านการออกแบบและการจัดวางเพื่อให้บูธของคุณดูเป็นมืออาชีพ สอดคล้องกับภาพลักษณ์แบรนด์ และใช้งานได้จริงในทุกพื้นที่ ติดต่อเราวันนี้ เพื่อเปลี่ยนพื้นที่บูธธรรมดาให้กลายเป็นจุดสนใจของงานอย่างแท้จริง 

ดูรายละเอียดและแค็ตตาล็อกการเช่าอุปกรณ์จัดบูธ หรือติดต่อเราเลยวันนี้ ! Line OA : @media-aa โทร: 082-647-4145

ข้อมูลอ้างอิง:

  1. 3 เทคนิคการจัด Display ร้านค้าที่ทำให้ลูกค้าต้องเข้าร้าน. สืบค้นเมื่อวันที่ 8 มกราคม 2569 จาก https://www.businessplus.co.th/Activities/ข่าวสาร-pos-c020/3-เทคนิคการจัด-display-ร้านค้าที่ทำให้ลูกค้าต้องเข้าร้าน-v9762

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการจัด Display สินค้าและอุปกรณ์ออกบูธ (FAQs)

Q : อุปกรณ์ดิสเพลย์สำหรับหน้าร้านกับงานออกบูธต่างกันอย่างไร ?

A : หน้าร้านเน้นความทนทานถาวร ส่วนงานออกบูธควรเลือกอุปกรณ์ที่น้ำหนักเบา ติดตั้งและรื้อถอนง่ายเพื่อความสะดวกในการเคลื่อนย้ายและประหยัดเวลา

Q : การเช่าอุปกรณ์ออกบูธดีกว่าการสั่งผลิตเองหรือไม่ ?

A : การเช่าอุปกรณ์คุ้มค่ากว่าสำหรับผู้ที่ไม่ได้รับงานบ่อย ช่วยประหยัดงบและตัดปัญหาเรื่องพื้นที่เก็บของ ทั้งยังได้ใช้อุปกรณ์ที่ดูใหม่ ทันสมัย เปลี่ยนธีมดิสเพลย์สินค้าได้เรื่อย ๆ โดยไม่ต้องลงทุนสูงทุกครั้ง

Q : มีเทคนิคการจัด Display สินค้าอย่างไรให้ยอดขายพุ่ง ?

A : หัวใจสำคัญคือการจัด Display สินค้าในระดับสายตา หรือความสูงประมาณ 1.5 เมตร พร้อมใช้แสงไฟส่องเน้นจุดที่วางสินค้าตัวหลัก จะช่วยดึงดูดสายตาและกระตุ้นให้ลูกค้าตัดสินใจหยิบซื้อได้ง่ายที่สุด